• สอบถามค่าใช้จ่าย
  • LINE

AB Blog

  • หัวข้อ

    เมื่อวอลลุ่มกลายเป็นภาระของโครงสร้างใบหน้า: สิ่งที่ CT Scan เปิดเผยเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวจากการฉีดหน้า
  • วันที่

    2026-05-29
  • วิว

    6

เมื่อ “การเพิ่มวอลุ่ม” กลายเป็นภาระต่อโครงสร้างใบหน้า:

ผลกระทบระยะยาวของฟิลเลอร์ การเติมไขมัน และซิลิโคนเหลว

 

CT Scan กำลังเผยอะไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกใบหน้าในระยะยาว

ในวงการศัลยกรรมความงามยุคปัจจุบัน ฟิลเลอร์ การเติมไขมัน และสารฉีดถาวรอย่างซิลิโคนเหลว ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเพื่อเติมเต็มใบหน้าและปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์มากขึ้น แม้หัตถการเหล่านี้จะสามารถให้ผลลัพธ์ด้านความงามได้อย่างรวดเร็ว แต่ปัจจุบันวงการแพทย์กำลังให้ความสนใจกับประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ “การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกใบหน้าในระยะยาว”

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศัลยแพทย์ตกแต่งและแพทย์รังสีวิทยาพบว่าผู้ป่วยที่มีประวัติฉีดฟิลเลอร์ เติมไขมัน หรือฉีดสารถาวรต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีแนวโน้มพบความผิดปกติของกระดูกใบหน้าบนภาพ CT Scan เช่น การบางตัวของกระดูก การยุบตัวของโครงสร้าง หรือการสลายตัวของกระดูกในบางตำแหน่ง

 

ผู้ป่วยจำนวนมากมักอธิบายอาการเหล่านี้ว่า “กระดูกหน้ายุบ” หรือ “โครงหน้าเหมือนพังลง” เมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าการสูญเสียมวลกระดูกจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก่ตามธรรมชาติ แต่แรงกดเรื้อรัง การอักเสบระยะยาว พังผืด และแรงตึงสะสมจากการฉีดสารเติมเต็มซ้ำๆ อาจเร่งให้เกิดการเสื่อมของโครงสร้างใบหน้าเร็วกว่าปกติ

 

สิ่งที่น่ากังวลคือ กระดูกใบหน้าไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างที่อยู่ใต้ผิวหนังเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานรองรับของเอ็นยึดใบหน้า กล้ามเนื้อ ไขมัน ผิวหนัง และเนื้อเยื่อต่างๆ เมื่อโครงกระดูกเริ่มอ่อนแอหรือยุบตัว ใบหน้าด้านบนก็อาจเริ่มหย่อนคล้อย ดูตอบ หรือเสียสมดุลในลักษณะที่แก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

 

ฟิลเลอร์และซิลิโคนสามารถส่งผลต่อกระดูกใบหน้าได้หรือไม่?

ปัจจุบันมีข้อมูลทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นที่ชี้ว่า แรงกดเรื้อรังและการอักเสบสะสมระยะยาว อาจมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในผู้ป่วยที่ฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

 

บนภาพ CT Scan แพทย์อาจพบลักษณะต่างๆ เช่น

  • กระดูกบางลง
  • การเปลี่ยนรูปของกระดูกจากแรงกด
  • ผิวกระดูกไม่เรียบ
  • กระดูกยุบตัวเป็นแอ่ง
  • โครงหน้าสองข้างไม่สมดุล
  • หินปูนสะสมในเนื้อเยื่อใกล้กระดูก
  • การอักเสบเรื้อรังรอบโครงสร้างใบหน้า

 

ความผิดปกติเหล่านี้มักพบในบริเวณที่ได้รับการฉีดฟิลเลอร์ปริมาณมากเป็นเวลานาน หรือบริเวณที่มีซิลิโคนเหลวและพังผืดอักเสบสะสมอยู่

 

ในบรรดาสารเติมเต็มทั้งหมด “ซิลิโคนเหลว” ถือเป็นหนึ่งในสารที่น่ากังวลที่สุด เนื่องจากเป็นสารถาวรที่ไม่สามารถสลายออกได้ เมื่อกระจายตัวเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อแล้ว ซิลิโคนอาจกระตุ้นการอักเสบระดับต่ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี หรือแม้กระทั่งหลายสิบปี

 

เมื่อการอักเสบเกิดขึ้นใกล้ชั้นเยื่อหุ้มกระดูก (periosteum) เป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดการสลายตัวของกระดูกในบริเวณนั้นได้ ในเคสที่รุนแรง CT Scan อาจพบลักษณะคล้ายกระดูกถูกกัดกร่อนหรือยุบตัวบริเวณแก้ม ฐานจมูก กราม หรือกลางใบหน้า

 

ทำไม “กระดูกหน้ายุบ” จึงอันตราย?

안면윤곽 볼 처짐

การสลายตัวของกระดูกใบหน้าไม่ได้ส่งผลเพียงเรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างรองรับทั้งหมดของใบหน้า

 

เมื่อกระดูกเริ่มยุบตัว ผู้ป่วยอาจพบว่า

  1. ใบหน้าดูตอบลึกขึ้น
  2. กลางหน้ายุบ
  3. ผิวหย่อนคล้อยรุนแรง
  4. ร่องแก้มลึกขึ้น
  5. ใต้ตาตอบ
  6. ใบหน้าไม่สมดุล
  7. สัดส่วนใบหน้าผิดรูป
  8. โครงสร้างใบหน้าอ่อนแอลง

 

ในผู้ป่วยที่มีซิลิโคนเหลวหรือการอักเสบเรื้อรัง เนื้อเยื่อรอบๆ อาจเกิดพังผืด แข็งตัว หรือเลือดมาเลี้ยงลดลง ซึ่งทำให้การผ่าตัดแก้ไขในอนาคตซับซ้อนขึ้นอย่างมาก

สิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และเงียบๆ หลายคนไม่ทราบว่ามีปัญหา จนกระทั่งเข้ารับ CT Scan ระหว่างการปรึกษาแก้ไขใบหน้า

 

ผลกระทบของการฉีดสารเติมเต็มระยะยาวต่อการผ่าตัดกระดูกใบหน้าในอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นที่ศัลยแพทย์ใบหน้ากำลังให้ความสนใจมากขึ้น คือผลกระทบของฟิลเลอร์ การเติมไขมัน ซิลิโคน และสารฉีดเติมเต็มชนิดต่าง ๆ ต่อการผ่าตัดโครงสร้างกระดูกใบหน้าหรือการผ่าตัดแก้ไขในอนาคต

 

การผ่าตัด เช่น:

  1. วีไลน์ (V-line Surgery)
  2. การลดโหนกแก้ม (Zygoma Reduction)
  3. การเลื่อนคาง (Genioplasty)
  4. การปรับโครงกราม
  5. การผ่าตัดกระดูกใบหน้าแก้ไข
  6. การผ่าตัดโครงสร้างกระดูกช่วงกลางใบหน้า

 

ล้วนต้องอาศัย:

  1. โครงสร้างกระดูกที่แม่นยำ
  2. การรองรับของเนื้อเยื่ออ่อนที่มั่นคง
  3. และชั้นเนื้อเยื่อทางศัลยกรรมที่สามารถแยกได้อย่างชัดเจนและคาดการณ์ได้

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีประวัติฉีดสารเติมเต็มซ้ำเป็นเวลานาน อาจเกิด:

  1. พังผืดเรื้อรัง (Chronic Fibrosis)
  2. การอักเสบของเนื้อเยื่อ
  3. การบิดเบี้ยวของชั้นกายวิภาค
  4. เยื่อหุ้มกระดูกหนาตัว (Periosteal Thickening)
  5. และพื้นผิวกระดูกที่ไม่เรียบผิดปกติรอบโครงกระดูกใบหน้า

 

ระหว่างการผ่าตัด ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้การแยกชั้นเนื้อเยื่อทำได้ยากขึ้นและ คาดการณ์ได้ยากกว่าเดิม ศัลยแพทย์อาจพบ:

  1. พังผืดหนาแน่นคล้ายแผลเป็น
  2. การยึดติดผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อนกับกระดูก
  3. เนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง
  4. หรือพื้นผิวกระดูกชั้นคอร์เทกซ์ที่ไม่สม่ำเสมอ

 

ในบางกรณี อาจส่งผลต่อ:

  1. ความแม่นยำในการตัดกระดูก (Osteotomy)
  2. การยึดสกรู
  3. การวางเพลทยึดกระดูก
  4. การสมานตัวของกระดูก
  5. และการปรับตัวของเนื้อเยื่ออ่อนหลังผ่าตัด

 

อีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญคือผู้ป่วยที่เคยมี:

  1. อุปกรณ์ศัลยกรรมกระดูกใบหน้า
  2. เพลทและสกรู
  3. การตัดกระดูกมาก่อน
  4. หรือซิลิโคนเสริมใบหน้า

 

ภาวะอักเสบเรื้อรังรอบสารฉีดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ:

  1. อาการบวมเรื้อรัง
  2. การระคายเคืองของเนื้อเยื่อ
  3. การคลำเจออุปกรณ์ใต้ผิวหนัง
  4. การฟื้นตัวล่าช้า
  5. หรือภาวะที่ทำให้การผ่าตัดแก้ไขมีความซับซ้อนมากขึ้น

 

นอกจากนี้ การเติมเต็มใบหน้าเป็นเวลานานยังอาจทำให้เอ็นพยุงใบหน้าอ่อนตัวและ ทำให้เนื้อเยื่อยืดออก เมื่อทำการลดโครงกระดูกใบหน้าในภายหลัง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ:

  1. ใบหน้าหย่อนคล้อย
  2. แก้มตก
  3. เกิดเหนียงหรือกรอบหน้าไม่ชัด
  4. รอยต่อใบหน้าดูตอบลึกผิดธรรมชาติ
  5. หรือเกิดความไม่สมดุลระหว่างโครงกระดูกกับเนื้อเยื่ออ่อนด้านบน

 

ด้วยเหตุนี้ ศัลยแพทย์ใบหน้าสมัยใหม่จำนวนมากจึงเริ่มให้ความสำคัญกับ:

  1. การรักษาโครงสร้างใบหน้าเดิม
  2. การใช้ฟิลเลอร์อย่างระมัดระวัง
  3. และการวิเคราะห์ภาพ CT Scan ก่อนผ่าตัดอย่างละเอียด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีประวัติการฉีดสารเติมเต็มมาเป็นเวลานาน

 

CT Scan สามารถเห็นฟิลเลอร์เก่าได้จริงหรือ?

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้หลายคนตกใจคือ ฟิลเลอร์บางชนิดอาจคงอยู่ในเนื้อเยื่อได้นานกว่าที่คิด

 

CT Scan, Ultrasound และ MRI สามารถพบ

  1. ฟิลเลอร์สะสมตกค้าง
  2. ฟิลเลอร์เคลื่อนตำแหน่ง
  3. การอักเสบเรื้อรัง
  4. ก้อน granuloma
  5. ซิลิโคนกระจายตัว
  6. พังผืดรอบโครงสร้างใบหน้า
  7. การเปลี่ยนแปลงของกระดูกจากแรงกด

 

ผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องการแก้ไขใบหน้า มักพบว่าฟิลเลอร์ที่เคยฉีดไปหลายปีก่อนยังคงอยู่ในชั้นเนื้อเยื่อลึก

ในบางกรณี CT Scan ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเยื่อหุ้มกระดูกและกระดูกใบหน้าโดยตรง โดยเฉพาะในผู้ที่เคยฉีดสารเติมเต็มซ้ำๆ หรือใช้สารถาวร

 

ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าความเสียหายจะปรากฏ?

หลายคนเข้าใจผิดว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นทันทีหลังฉีด แต่ในความเป็นจริง ความผิดปกติทางโครงสร้างส่วนใหญ่มักค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นเวลาหลายปี

ผู้ป่วยจำนวนมากผ่านการฉีดฟิลเลอร์ เติมไขมัน หรือซิลิโคนต่อเนื่องนาน 5–15 ปี ก่อนจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติชัดเจน

ระยะแรก ความเปลี่ยนแปลงมักถูกปกปิดด้วยวอลุ่มที่เพิ่มขึ้น แต่ภายใต้ผิวหนัง การอักเสบ พังผืด และแรงกดเรื้อรังอาจกำลังส่งผลต่อโครงสร้างใบหน้าอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเริ่มเห็นอาการ เช่น หน้าบวม หนัก หน้าดูตอบ ใบหน้าไม่สมดุล หรือกระดูกเริ่มยุบบน CT Scan ความเสียหายอาจอยู่ในระดับที่ค่อนข้างมากแล้ว

 

บริเวณใดของใบหน้าที่เสี่ยงมากที่สุด?

บางบริเวณของใบหน้ามีความเสี่ยงมากกว่าจุดอื่น เนื่องจากมีเนื้อเยื่อปกคลุมกระดูกค่อนข้างบาง

 

บริเวณที่พบปัญหาได้บ่อย ได้แก่

  1. ขมับ
  2. ใต้ตา
  3. โหนกแก้ม
  4. ฐานจมูก
  5. คาง
  6. กราม

 

โดยเฉพาะบริเวณใต้ตาและขมับ ซึ่งแม้การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ใบหน้าดูผิดธรรมชาติได้อย่างชัดเจน

 

ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid ปลอดภัย 100% จริงหรือ?

แม้ฟิลเลอร์ HA จะถือว่าปลอดภัยกว่า เพราะสามารถสลายได้ด้วย hyaluronidase แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลกระทบระยะยาวเลย

ปัจจุบันมีงานวิจัยที่พบว่า ฟิลเลอร์บางส่วนอาจคงอยู่ในเนื้อเยื่อได้นานกว่าที่เคยเชื่อกัน โดยเฉพาะในผู้ที่ฉีดบ่อยหรือฉีดปริมาณมาก

แม้ HA filler จะไม่ได้ “ละลายกระดูก” โดยตรง แต่แรงกดเรื้อรัง อาการบวมสะสม และการยืดของเอ็นยึดใบหน้า อาจส่งผลให้โครงสร้างใบหน้าเสียสมดุลได้ในระยะยาว

 

ทำไมบางคนถึงดู “บวม” และ “ตอบ” พร้อมกัน?

นี่คือหนึ่งในลักษณะที่พบได้บ่อยในผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์มากเกินไปเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่า “Pillow Face” หรือ “Filler Fatigue”

เมื่อฟิลเลอร์หรือไขมันสะสมมากเกินไป เนื้อเยื่อบางส่วนจะเริ่มหย่อนลงจากน้ำหนักของตัวเอง ขณะที่บางจุดกลับดูตอบจากเงาและสัดส่วนที่เปลี่ยนไป

 

ลักษณะที่พบได้บ่อย ได้แก่

  1. แก้มบวม
  2. กรอบหน้าไม่ชัด
  3. ใต้ตาบวมเรื้อรัง
  4. กลางหน้าดูแบน
  5. ใบหน้าดูกว้างขึ้น
  6. ขมับหรือใต้ตาตอบ แม้มีฟิลเลอร์อยู่มาก

 

ในหลายกรณี ใบหน้าไม่ได้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น แต่กลับสูญเสียโครงสร้างธรรมชาติของใบหน้าเดิม

 

วิธีป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างใบหน้า

ปัจจุบันแพทย์จำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับ “การรักษาโครงสร้างใบหน้า” มากกว่าการเพิ่มวอลุ่มอย่างต่อเนื่อง

แนวทางลดความเสี่ยง ได้แก่

 

1. หลีกเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์ปริมาณมากต่อเนื่อง

การเติมมากเกินไปอาจเพิ่มแรงกดสะสมต่อเนื้อเยื่อและกระดูก

 

2. หลีกเลี่ยงสารถาวร

ซิลิโคนเหลวมีความเสี่ยงสูงต่อการอักเสบ พังผืด และการแก้ไขที่ยากในอนาคต

 

3. วิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด

ควรประเมินทั้งกระดูก เอ็นยึดใบหน้า ผิวหนัง และสมดุลโดยรวม

 

4. ใช้ Imaging เมื่อจำเป็น

CT Scan หรือ Ultrasound สามารถช่วยตรวจหาฟิลเลอร์สะสมหรือความผิดปกติที่มองไม่เห็นจากภายนอก

 

5. เน้นการชะลอวัยอย่างเป็นธรรมชาติ

ปัจจุบันแนวโน้ม Anti-aging มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพผิว การกระตุ้นคอลลาเจน และการรักษาโครงสร้าง มากกว่าการเติมวอลุ่มเพียงอย่างเดียว

 

ทำไมผู้ป่วยจำนวนมากเลือกโรงพยาบาลศัลยกรรม AB สำหรับการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าและการแก้ไขเคสฟิลเลอร์

ที่โรงพยาบาลศัลยกรรม AB การดูแลด้าน Facial Rejuvenation ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติมวอลุ่มให้ใบหน้าเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับ “การรักษาโครงสร้างใบหน้าในระยะยาว” เป็นหลัก

 

ทีมแพทย์ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดทั้งในด้านโครงกระดูก เอ็นยึดใบหน้า สมดุลของเนื้อเยื่อ คุณภาพผิว และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงตามวัยของแต่ละบุคคล ก่อนวางแผนการรักษา

 

สำหรับผู้ที่มีประวัติฉีดฟิลเลอร์ เติมไขมัน หรือซิลิโคนมาก่อน อาจมีการใช้ Imaging ขั้นสูง เช่น CT Scan หรือ Ultrasound เพื่อประเมินฟิลเลอร์สะสม การเคลื่อนตัวของสารเติมเต็ม พังผืด การอักเสบเรื้อรัง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกใบหน้า

 

โดยเฉพาะในเคสแก้ไข การประเมินจากภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะปัญหาหลายอย่างซ่อนอยู่ลึกในชั้นเนื้อเยื่อ

 

ด้วยแนวคิดที่เน้น “Structural Preservation” หรือการรักษาโครงสร้างใบหน้าในระยะยาวโรงพยาบาลศัลยกรรม AB จึงมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และสามารถคงสมดุลของใบหน้าได้อย่างกลมกลืนในระยะยาว มากกว่าการเติมวอลุ่มมากเกินความจำเป็นเพียงเพื่อผลลัพธ์ระยะสั้น

เวลาทำการ
  • วันธรรมดาAM 10:00 ~ PM 7:00
  • วันเสาร์AM 10:00 ~ PM 5:00
  • วันที่เปิดทำการ ช่วงเย็นAM 10:00 ~ PM 09:00 (พฤหัส)

ปิดวันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์

เบอร์โทร

+82.10.2524.1298

เกาหลีโรงพยาบาลศัลยกรรมAB

Medical Institution : AB Plastic Surgery 2~4F BLOCK 77 Building, 17, Seocho-daero 77-gil, Seocho-gu, Seoul, Korea (Line No.2, Gangnam Station, Exit No.10)
Business Registration Number : 542-40-00868 TEL : 02-512-1288 TEL : +82. 10-2524-1298E-mail: admin@abplasticsurgerykorea.com