• สอบถามค่าใช้จ่าย
  • LINE

AB Blog

  • หัวข้อ

    จะรู้ได้อย่างไรว่า "จมูกของคุณควรแก้แล้ว"? 8 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจต้องแก้จมูก
  • วันที่

    2026-05-15
  • วิว

    5

จะรู้ได้อย่างไรว่า "จมูกของคุณควรแก้ไขแล้ว"?

8 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจต้องแก้จมูก

การเสริมจมูกเป็นหนึ่งในศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทยและทั่วเอเชีย เพราะสามารถช่วยปรับสมดุลของใบหน้า เพิ่มมิติ และเสริมความมั่นใจได้อย่างชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกเคสที่จะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบเสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจพบว่าทรงจมูกไม่เข้ากับใบหน้า บางรายเริ่มสังเกตเห็นปัญหาเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ขณะที่บางคนอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลทั้งด้านความสวยงามและการทำงานของจมูก

 

คำถามที่พบได้บ่อยคือ "จมูกของเรายังบวมอยู่ หรือถึงเวลาที่ควรแก้จมูกแล้ว?"

ในความเป็นจริง อาการบวมหลังเสริมจมูกสามารถอยู่ได้นานหลายเดือน โดยเฉพาะบริเวณปลายจมูก ทำให้หลายคนไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงกระบวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาณของปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข

 

การเข้าใจสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยป้องกันปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต และช่วยให้การแก้จมูกทำได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น

 

ทำไมหลายคนถึงไม่รู้ว่าจมูกของตัวเองควรแก้แล้ว?

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะรอดูอาการ เพราะคิดว่าจมูกอาจเข้าที่มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งในบางกรณีก็เป็นความจริง

 

แต่ในบางกรณี ความผิดปกติที่เริ่มต้นเพียงเล็กน้อยอาจค่อย ๆ รุนแรงขึ้น เช่น

  1. ซิลิโคนเริ่มเคลื่อน
  2. ปลายจมูกบางลง
  3. พังผืดเริ่มหดรั้ง
  4. จมูกเริ่มเอียงมากขึ้น
  5. โครงสร้างภายในเริ่มอ่อนแอลง

 

ยิ่งปล่อยไว้นาน การแก้จมูกอาจมีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจต้องใช้เทคนิคการฟื้นฟูโครงสร้างที่ละเอียดกว่าเดิม

 

1. จมูกเบี้ยวหรือเอียงชัดเจน

보형물이 움직이는 경우

อาการบวมในช่วงแรกอาจทำให้จมูกดูไม่สมมาตรได้ชั่วคราว แต่หากผ่านไปหลายเดือนแล้วจมูกยังคงเบี้ยว เอียง หรือสันจมูกไม่อยู่กึ่งกลางใบหน้า อาจเป็นสัญญาณว่าคุณควรเข้ารับการประเมินเพื่อแก้จมูก

สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

  1. ซิลิโคนเคลื่อน
  2. โครงสร้างจมูกเดิมมีความคดเอียง
  3. การยึดโครงสร้างไม่มั่นคง
  4. พังผืดดึงรั้งจมูก

ในกรณีเช่นนี้ การแก้จมูกอาจไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนซิลิโคน แต่ต้องแก้ไขโครงสร้างภายในร่วมด้วย

 

2. ปลายจมูกบางลงเรื่อย ๆ

그 밖의 다양한 유형의 수술 전후

หนึ่งในสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามคือ ผิวบริเวณปลายจมูกเริ่มบางลง แดงขึ้น หรือเห็นความเงาของซิลิโคนชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

อาการเหล่านี้อาจเกิดจากแรงกดของวัสดุเสริมต่อเนื้อเยื่อเป็นเวลานาน

หากปล่อยไว้ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ

  1. ซิลิโคนใกล้ทะลุ
  2. ผิวปลายจมูกอ่อนแอลง
  3. การอักเสบเรื้อรัง

การแก้จมูกในระยะเริ่มต้นมักง่ายกว่าการรอจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

 

3. เห็นขอบซิลิโคนชัดเจน

보형물이 비치는 경우

ผู้ที่มีผิวบางหรือเคยเสริมจมูกมานานหลายปี อาจเริ่มสังเกตเห็นขอบของซิลิโคนจากภายนอก

แม้จะไม่ได้เป็นอันตรายในทันที แต่เป็นสัญญาณว่าความหนาของเนื้อเยื่อที่ปกคลุมวัสดุเสริมอาจลดลง

นอกจากจะทำให้จมูกดูไม่เป็นธรรมชาติแล้ว ยังอาจบ่งบอกถึงปัญหาโครงสร้างที่ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแก้จมูก

 

4. จมูกแข็งและดูไม่เป็นธรรมชาติ

จมูกที่ปกติ ไม่ควรดูแข็งเป็นแท่ง หรือดูตึงจนผิดธรรมชาติ

หากสัมผัสแล้วแข็งมาก ขยับได้น้อย หรือดูไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของใบหน้า อาจเกิดจาก

  1. พังผืดสะสม
  2. เสริมจมูกสูงมากเกินไป
  3. โครงสร้างไม่สมดุล
  4. วัสดุเสริมที่ไม่เหมาะสม

อาการเหล่านี้พบได้บ่อยในผู้ที่กำลังพิจารณาแก้จมูกรอบสอง

 

5. หายใจลำบากหลังเสริมจมูก

จมูกไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงาม แต่ยังเป็นอวัยวะสำคัญของระบบทางเดินหายใจ

หากหลังเสริมจมูกแล้วมีอาการ

  1. หายใจไม่สะดวก
  2. คัดจมูกเรื้อรัง
  3. รู้สึกว่าทางเดินหายใจแคบลง

อาจเกิดจากปัญหาของโครงสร้างภายใน เช่น ผนังกั้นจมูก หรือการยุบตัวของโครงสร้างรองรับ

การแก้จมูกในกรณีนี้ควรคำนึงถึงทั้งความสวยงามและการทำงานของจมูกควบคู่กัน

 

6. ปลายจมูกสั้นลงหรือเชิดขึ้นเรื่อย ๆ

ศัลยกรรมแก้จมูก,แก้ไขจมูกสั้น,ปรับองศาปลายจมูก,กระดูกซี่โครงอ่อนตัวเอง

ภาวะจมูกหดรั้ง เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องแก้จมูก

ผู้ป่วยมักสังเกตว่า

  1. ปลายจมูกเริ่มเชิดขึ้น
  2. จมูกสั้นลง
  3. รูจมูกเห็นชัดมากขึ้น
  4. รูปทรงเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการหดตัวของพังผืดภายใน

ยิ่งปล่อยไว้นาน การแก้จมูกหดรั้งจะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น

 

7. ปลายจมูกตกลงเรื่อย ๆ หรือสูญเสียการรองรับของปลายจมูก

ศัลยกรรมแก้จมูก,เหลาฐานจมูก,เหลาฮัมพ์,แก้ไขจมูกเบี้ยว,กระดูกซี่โครงอ่อนตัวเอง

ผู้ป่วยบางรายอาจสังเกตว่าหลังเสริมจมูกไปหลายปี ปลายจมูกเริ่มตกลงต่ำกว่าตอนหลังผ่าตัดใหม่ ๆ ทำให้รูปทรงจมูกดูยาวขึ้น หนักขึ้น หรือดูไม่มีมิติเท่าเดิม

 

ภาวะปลายจมูกตกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  1. โครงสร้างรองรับปลายจมูกไม่แข็งแรงเพียงพอ
  2. กระดูกอ่อนเดิมไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้ในระยะยาว
  3. การเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อตามอายุ
  4. พังผืดและแรงดึงจากเนื้อเยื่อภายใน
  5. การใช้เทคนิคเสริมจมูกที่เน้นความโด่ง แต่ไม่ได้เสริมความแข็งแรงของโครงสร้างปลายจมูก

 

ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกว่าหน้าดูมีอายุมากขึ้น หรือเมื่อยิ้มแล้วปลายจมูกตกลงอย่างชัดเจนมากกว่าปกติ

 

ในกรณีเช่นนี้ การแก้จมูกอาจไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเปลี่ยนซิลิโคน แต่จำเป็นต้องฟื้นฟูโครงสร้างรองรับปลายจมูกใหม่ เพื่อให้ผลลัพธ์มีความมั่นคงและคงรูปได้ในระยะยาว

 

โดยเฉพาะในเคสแก้จมูกที่มีปลายจมูกตกอย่างชัดเจน ศัลยแพทย์อาจพิจารณาใช้กระดูกอ่อนซี่โครงหรือเทคนิคเสริมโครงสร้างเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับปลายจมูกและลดโอกาสการตกซ้ำในอนาคต

 

8. เคยผ่าตัดหลายครั้งแต่ยังไม่พึงพอใจ

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปทรงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างภายในทั้งหมด

การแก้จมูกรอบสอง หรือแก้จมูกรอบสาม อาจทำให้เกิด

  1. พังผืดสะสม
  2. เนื้อเยื่อบางลง
  3. กระดูกอ่อนหดตัวลง
  4. ความมั่นคงของจมูกลดลง

เคสลักษณะนี้จำเป็นต้องได้รับการวางแผนอย่างละเอียดโดยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการแก้จมูกโดยเฉพาะ

 

สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรรอ และควรรีบพบแพทย์ทันที

แม้ว่าปัญหาหลายอย่างหลังการเสริมจมูกจะสามารถเฝ้าสังเกตอาการได้ แต่มีอาการบางอย่างที่ไม่ควรรอให้ดีขึ้นเอง เพราะอาจเป็นสัญญาณของการอักเสบ การติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

 

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบเข้ารับการตรวจประเมินโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแก้จมูกโดยเร็วที่สุด

 

ปลายจมูกแดง บวม หรือมีลักษณะคล้ายสิวที่ปลายจมูก

หากปลายจมูกเริ่มมีจุดแดง ตุ่มนูนคล้ายสิว หรือมีอาการเจ็บ กดแล้วปวดร่วมกับอาการบวมมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบภายใน หรือในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะซิลิโคนใกล้ทะลุ

 

โดยเฉพาะหากอาการแดงและบวมไม่ดีขึ้น หรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ทันที

 

จมูกบวมผิดปกติหลังจากเคยเข้าที่แล้ว

หากจมูกที่เคยหายบวมและเข้าที่ดีแล้ว กลับมาบวมขึ้นใหม่โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน โดยเฉพาะหากมีอาการปวด แดง หรือร้อนร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบเรื้อรังหรือการติดเชื้อ

 

หายใจลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ

หากรู้สึกว่าทางเดินหายใจแคบลงอย่างชัดเจน หายใจติดขัดมากขึ้น หรือมีอาการคัดจมูกเรื้อรังที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ควรได้รับการตรวจประเมินโครงสร้างภายในจมูก

 

ในบางกรณี ปัญหาอาจเกิดจากการยุบตัวของโครงสร้างรองรับภายใน หรือการเปลี่ยนแปลงของผนังกั้นจมูกหลังการผ่าตัด

 

มีน้ำไหลออกจากจมูก หรือมีกลิ่นผิดปกติจากภายในจมูก

หากมีของเหลวไหลออกจากบริเวณจมูกอย่างต่อเนื่อง หรือเริ่มรู้สึกได้ถึงกลิ่นแปลก ๆ คล้ายกลิ่นสารเคมี กลิ่นพลาสติก หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์จากภายในจมูก อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบ การติดเชื้อ หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวัสดุเสริม

อาการเหล่านี้ไม่ควรถูกมองข้าม และควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

เลือดกำเดาไหลซ้ำ ๆ หรือมีเลือดออกผิดปกติ

เลือดออกเล็กน้อยในช่วงแรกหลังผ่าตัดอาจเป็นเรื่องปกติ แต่หากผ่านระยะฟื้นตัวไปแล้วและยังมีเลือดกำเดาไหลบ่อย มีเลือดออกซ้ำ ๆ หรือมีเลือดออกโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ

 

อย่ารอจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ผู้ป่วยจำนวนมากมักหวังว่าอาการต่าง ๆ จะดีขึ้นเองตามเวลา แต่ในบางกรณี การรออาจทำให้ปัญหาลุกลามและทำให้การแก้จมูกมีความซับซ้อนมากขึ้น

 

หากคุณมีอาการผิดปกติ เช่น ปลายจมูกแดง บวม เจ็บ มีตุ่มคล้ายสิว หายใจลำบาก มีกลิ่นผิดปกติจากภายในจมูก หรือมีเลือดออกซ้ำ ๆ การเข้ารับการประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าในอนาคตได้

 

จะเกิดอะไรขึ้นหากปล่อยปัญหาไว้นานเกินไป?

หลายคนลังเลที่จะแก้จมูก เพราะหวังว่าปัญหาจะดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่ในความเป็นจริง ปัญหาหลายอย่างมักมีแนวโน้มแย่ลงมากกว่าจะหายไปเอง

 

หากปล่อยปัญหาไว้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิด

  1. ผิวปลายจมูกบางลงเรื่อย ๆ
  2. พังผืดสะสมมากขึ้น
  3. จมูกหดรั้งรุนแรงขึ้น
  4. ปลายจมูกสูญเสียการรองรับ
  5. ความเสียหายของเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น
  6. ความซับซ้อนของการแก้จมูกเพิ่มขึ้น

 

การประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงอาจช่วยลดความซับซ้อนของการรักษา และเพิ่มทางเลือกในการแก้ไขได้มากกว่า

 

ทำไมการแก้จมูกจึงยากกว่าการเสริมจมูกครั้งแรก?

หลายคนคิดว่าการแก้จมูกคือการนำซิลิโคนเก่าออกแล้วใส่อันใหม่เข้าไป

แต่ในความเป็นจริง การแก้จมูกเป็นหนึ่งในศัลยกรรมที่ซับซ้อนที่สุด เพราะศัลยแพทย์ต้องทำงานกับเนื้อเยื่อที่เคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว

ความท้าทายที่พบได้บ่อย ได้แก่

  1. พังผืดสะสม
  2. โครงสร้างจมูกผิดรูป
  3. กระดูกอ่อนเดิมไม่เพียงพอ
  4. เนื้อเยื่อบางลง
  5. ภาวะจมูกหดรั้ง

ด้วยเหตุนี้ การแก้จมูกจึงต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความเข้าใจด้านโครงสร้าง และการวางแผนการรักษาอย่างละเอียด

 

 

ทำไมโรงพยาบาลศัลยกรรม AB จึงเป็นที่รู้จักในด้านเคสแก้จมูก?

무보형물 코수술 구축 현상

โรงพยาบาลศัลยกรรม AB เป็นหนึ่งในศูนย์ศัลยกรรมที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ป่วยจำนวนมากสำหรับเคสแก้จมูกที่มีความซับซ้อน

 

ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเดินทางมาที่เกาหลีเพื่อเข้ารับการแก้จมูกที่โรงพยาบาลศัลยกรรม AB หลังจากเคยผ่าตัดมาแล้วหลายครั้ง หรือเคยประสบปัญหาจากการเสริมจมูกครั้งก่อน

 

สิ่งที่ทำให้โรงพยาบาลศัลยกรรม AB แตกต่าง คือการให้ความสำคัญกับ "การวิเคราะห์โครงสร้าง" มากกว่าการเปลี่ยนรูปทรงเพียงอย่างเดียว

 

ก่อนการผ่าตัด ทีมแพทย์จะประเมินอย่างละเอียด

  1. ความแข็งแรงของกระดูกอ่อน
  2. สภาพเนื้อเยื่ออ่อน
  3. พังผืดจากการผ่าตัดเดิม
  4. ตำแหน่งของวัสดุเสริมเดิม
  5. ความสมดุลของใบหน้าโดยรวม

 

สำหรับเคสแก้จมูกที่มีความซับซ้อน อาจมีการใช้กระดูกอ่อนซี่โครงของผู้ป่วยเอง เพื่อสร้างโครงสร้างรองรับใหม่ที่แข็งแรงและมั่นคงมากขึ้น

 

เป้าหมายของโรงพยาบาลศัลยกรรม AB ไม่ใช่เพียงการทำให้จมูกดูสวยขึ้นในระยะสั้น แต่คือการฟื้นฟูโครงสร้าง สร้างความแข็งแรง และออกแบบผลลัพธ์ที่สามารถคงอยู่ได้อย่างเป็นธรรมชาติในระยะยาว

 

เมื่อไหร่คือเวลาที่เหมาะสมในการแก้จมูก?

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการแก้จมูกคือ "ควรรอกี่เดือนถึงจะแก้จมูกได้?"

 

โดยทั่วไป ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่มักแนะนำให้รอประมาณ 6-12 เดือนหลังการเสริมจมูก ก่อนตัดสินใจแก้จมูก เนื่องจากเนื้อเยื่อยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว และรูปทรงจมูกอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงการหายบวม

 

อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาหรือแก้ไขเร็วกว่าปกติ เช่น

  1. ซิลิโคนใกล้ทะลุ
  2. ปลายจมูกแดงผิดปกติ
  3. การติดเชื้อ
  4. จมูกเบี้ยวจากการเคลื่อนของซิลิโคน
  5. ปัญหาการหายใจที่รุนแรงขึ้น

 

ดังนั้น ระยะเวลาที่เหมาะสมในการแก้จมูกจึงขึ้นอยู่กับสาเหตุและลักษณะปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย

 

ทำไมบางเคสแก้จมูกจึงต้องตรวจเพิ่มเติม?

สำหรับเคสแก้จมูกที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่าตัดมาหลายครั้ง หรือมีประวัติการอักเสบเรื้อรัง การประเมินจากภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ในบางกรณี ศัลยแพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เพื่อประเมินสภาพโครงสร้างภายในจมูกอย่างละเอียดมากขึ้น

 

การประเมินดังกล่าวอาจช่วยให้เห็น

  1. ตำแหน่งของวัสดุเสริมเดิม
  2. สภาพกระดูกอ่อน
  3. พังผืดสะสมจากการผ่าตัดเดิม
  4. ความเสียหายของเนื้อเยื่อ
  5. ความผิดปกติของโครงสร้างภายในจมูก

 

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถวางแผนการแก้จมูกได้อย่างแม่นยำมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแก้จมูก

จมูกเบี้ยวหลังเสริม ต้องแก้จมูกหรือไม่?

หากผ่านไป 6-12 เดือนแล้วจมูกยังเบี้ยวอย่างชัดเจน ควรเข้ารับการประเมินโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแก้จมูก

 

จมูกหดรั้งสามารถแก้ได้หรือไม่?

สามารถแก้ไขได้ แต่จำเป็นต้องวิเคราะห์สาเหตุและระดับความรุนแรงของการหดรั้งก่อนวางแผนการรักษา

 

แก้จมูกรอบสองยากกว่าการเสริมจมูกครั้งแรกหรือไม่?

โดยทั่วไป การแก้จมูกรอบสองหรือแก้จมูกมีความซับซ้อนมากกว่าการเสริมจมูกครั้งแรก เนื่องจากมีพังผืดและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเดิม

 

แก้จมูกด้วยกระดูกอ่อนซี่โครงดีกว่าอย่างไร?

กระดูกอ่อนซี่โครงมีปริมาณเพียงพอสำหรับการสร้างโครงสร้างใหม่ จึงมักถูกนำมาใช้ในเคสแก้จมูกที่มีความซับซ้อนหรือมีภาวะจมูกหดรั้ง

 

 

หากคุณกำลังสงสัยว่าควรแก้จมูกหรือไม่ อย่ามองเพียงเรื่องของรูปทรงภายนอกเท่านั้น

จมูกเบี้ยว จมูกเอียง จมูกหดรั้ง ปลายจมูกบาง เห็นขอบซิลิโคน หรือปัญหาการหายใจ ล้วนเป็นสัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าจมูกของคุณต้องการการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านแก้จมูก

เพราะการแก้จมูกที่ดี ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนทรงให้สวยขึ้น แต่คือการฟื้นฟูโครงสร้าง สร้างความแข็งแรง และช่วยให้จมูกดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และมั่นคงในระยะยาว

เคสแก้จมูกแต่ละเคสไม่เหมือนกัน

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการแก้จมูกคือ ไม่มีสูตรสำเร็จที่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน

ผู้ป่วยบางรายมีปัญหาซิลิโคนเคลื่อน บางรายมีภาวะจมูกหดรั้ง บางรายมีปลายจมูกตก หรือบางรายมีปัญหาการหายใจร่วมด้วย

ด้วยเหตุนี้ ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลศัลยกรรม AB จึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาในแต่ละบุคคลก่อนกำหนดแนวทางการรักษา

เป้าหมายไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปทรงจมูกให้สวยขึ้น แต่เป็นการแก้ไขสาเหตุของปัญหา ฟื้นฟูโครงสร้าง และสร้างผลลัพธ์ที่มีความมั่นคงในระยะยาว

 

เวลาทำการ
  • วันธรรมดาAM 10:00 ~ PM 7:00
  • วันเสาร์AM 10:00 ~ PM 5:00
  • วันที่เปิดทำการ ช่วงเย็นAM 10:00 ~ PM 09:00 (พฤหัส)

ปิดวันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์

เบอร์โทร

+82.10.2524.1298

เกาหลีโรงพยาบาลศัลยกรรมAB

Medical Institution : AB Plastic Surgery 2~4F BLOCK 77 Building, 17, Seocho-daero 77-gil, Seocho-gu, Seoul, Korea (Line No.2, Gangnam Station, Exit No.10)
Business Registration Number : 542-40-00868 TEL : 02-512-1288 TEL : +82. 10-2524-1298E-mail: admin@abplasticsurgerykorea.com